คุตบะฮฺ : ความคุชัวอฺในละหมาด
พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่าน
วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องความสำคัญของการคุชัวอฺ
ร่างกายขาดหัวใจมิได้ฉันใด การละหมาดของคนเราก็ขาด ความคุชัวอฺมิได้ฉันนั้น
รถยนต์ที่ไม่มีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงก็ไม่ต่างอะไรจากเศษ เหล็กชิ้นหนึ่ง การละหมาดที่ไม่มีความคุชัวอฺก็คงไม่ต่างอะไร กับการออกกำลังกาย
อัลลอฮฺตรัสว่า “แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความ สำเร็จแล้ว” [23.1] “บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อม ตน(คุชัวอ์)ในเวลาละหมาดของพวกเขา” [23.2]
จากอายะห์นี้เราสามารถเข้าใจได้ว่าผู้ที่จะประสบความ สำเร็จ รอดพ้นจากการถูกทรมานในนรกและได้รับการตอบแทน ที่ดีในสรวงสวรรค์นั้นคือบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติของ ผู้ศรัทธานั้นคือการที่พวกเขามีความคุชัวอฺในเวลาละหมาด
อุละมาอฺบางท่านได้ให้ทัศนะว่าฮุก่มของคุชัวอฺในเวลา ละหมาดนั้นเป็นวาญิบ ท่านอิบนุตัยมิยะหฺได้กล่าวว่า “พระดำรัสอัลลอฮฺที่ว่า “และจงขอความช่วยเหลือ ด้วยความอดทน และการละหมาด แน่นอน การละหมาดนั้นเป็นงานหนัก แต่ไม่ใช่กับบรรดาผู้ถ่อมตน(คุชัวอฺ)” [2.45] ซึ่งจากอายะหฺ นี้อัลลอฮฺทรงตำหนิผู้ที่ไม่มีความคุชัวอฺ ซึ่งอัลลอฮฺจะไม่ตำหนิ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเว้นแต่สิ่งนั้นเป็นการละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบ ดังนั้น จึงเข้าใจได้ว่า การละทิ้งคุชัวอฺเสมือนการละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบ อย่างหนึ่งนั่นเอง”
ฮาดีสอีกบทหนึ่งท่านนบีกล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่อาบน้ำละหมาดและทำ(อาบน้ำละหมาด)อย่างดี(ถูกต้องสมบูรณ์) หลังจากนั้นทำการละหมาดสองรอกะอัตและมุ่งมั่นตั้งใจใน การละหมาดด้วยใบหน้าและหัวใจของเขา(นั่นคือการมีคุชัวอฺ) และไม่สนทนากับตัวเองในเวลาละหมาด เขาจะได้รับการ อภัยโทษในบาปที่เคยกระทำมา (บางสำนวนรายงาน “เว้น แต่สรวงสวรรค์เป็นสิ่งวาญิบสำหรับเขา(ที่ต้องเข้า)” บันทึก โดย บุคอรียฺและนะซาอียฺ
พี่น้องที่หวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ
บางคนในหมู่พวกเราอาจจะคิดว่าความคุชัวอนั้นไม่ จำเป็นมากนักในการละหมาด อาจจะคิดว่าหากไม่มีความคุ ชัวอฺการละหมาดก็ถือว่าเศาะห์ ใช้ได้ แต่ความจริงแล้วการขาดคุชัวอฺนั้นจะนำมาซึ่งผลเสียมากมาย
ท่านนบีกล่าวว่า “การละหมาดห้าเวลาที่อัลลอฮฺทรง กำหนดให้เป็นฟัรฎู ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดอย่างดี(ถูกต้อง สมบูรณ์) และปฏิบัติการละหมาดดังกล่าวใน(ช่วงต้น)เวลา และปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ถูกต้องในรุกูอฺละหมาดด้วยความคุ ชูอฺแล้ว เขาผู้นั้นจะได้รับสัญญาจากอัลลอฮฺที่จะให้อภัยโทษ แก่เขา แต่หากผู้ใดไม่ปฏิบัติดังที่กล่าวนั้น(คือขาดสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง รวมถึงขาดคุชัวอฺ) เขาก็จะไม่มีสัญญาใดๆ จากอัลลอฮฺ หากอัลลอฮฺประสงค์ก็อาจจะลงโทษเขาหรืออาจจะให้อภัย เขา” บันทึกโดยอบูดาวูด เชคอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นฮาดีส ศอเฮียะหฺ 
พี่น้องที่รักทั้งหลาย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการละหมาดโดยปราศจากคุชัวอฺนั้น เขาแทบจะไม่ได้รับผลบุญใดๆจากอัลลอฮฺ หนำซ้ำอาจจะได้ รับโทษด้วยซ้ำไป ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับความคุชัวอฺ ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังต่อไปนี้
1. เตรียมตัวเพื่อการละหมาด เริ่มตั้งแต่การกล่าวรับอะ ซานและการดุอาอฺหลังอะซาน การอาบน้ำละหมาดอย่างดีถูก ต้องสมบูรณ์ การแต่งตัวให้ดีและใส่น้ำหอมเพื่อไปละหมาดยัง มัสยิด ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมพร้อมด้วยเครื่องหอมย่อมสร้างบรรยากาศแห่งความคุชัวอฺมากกว่าชุดนอนหรือ ชุดออกกำลังกาย
2. สร้างเฏาะมานีนะฮฺ หรือความสงบนิ่ง ความสุขุม มั่นคง เวลาปฎิบัติการละหมาด ท่านนบีได้กล่าวว่า “ผู้ขโมยที่ ชั่วร้ายที่สุดในหมู่มนุษย์คือผู้ที่ขโมยในเวลาละหมาด” เศาะ ฮาบะหฺถามว่า “แล้วอย่างไรคือการขโมยในเวลาละหมาด?” ท่านนบีตอบว่า “คือการที่เขาไม่กระทำอย่างสมบูรณ์ซึ่งการ ซุญูดและการรุกัวอฺ” บันทึกโดยอะหฺมัดและอัลฮากิม ในหนังสือ เศาะเฮียะหฺอัลญาเมียะอฺโดย เชคอัลบานียฺ
3. นึกถึงความตายเวลาละหมาด ท่านนบีกล่าวว่า “จงระลึกถึงความตายในการละหมาดของเจ้า เพราะแท้จริงแล้ว คนๆหนึ่งเมื่อเขาระลึกถึงความตายเวลาละหมาดแล้ว แน่นอน เขาย่อมจะละหมาดอย่างดี(มีความคุชัวอฺ) ฉะนั้นเจ้าจง ละหมาดเสมือนว่าเจ้าจะไม่ได้ละหมาดอีกเลย” เชคอัลบานียฺ ระบุว่าเป็นฮาดีสเศาะเฮียะหฺ อีกฮาดีสท่านนบีได้กล่าวแก่ท่านอบีอัยยูบอัลอันศอรียฺ (รอฎิยัลลอฮุอันฮู) ว่า “ทุกครั้งที่เจ้าจะ ละหมาด เจ้าจงละหมาดเหมือนการละหมาดของคนที่จะอำลาโลกนี้ไป” บันทึกโดย อะห์มัด
4. คิดตรึกตรองพินิจพิจารณาในอายะห์อัลกุรอานที่ท่าน อ่านหรือที่อิหม่ามอ่าน รวมทั้งซิเกรและดุอาอฺต่างๆในละหมาด ซึ่งท่านจะไม่สามารถตรึกตรองเว้นแต่ท่านต้องศึกษาเพื่อรู้ใน ความหมายของอายะห์หรือสิ่งที่ท่านอ่านในละหมาด อัลลอฮฺ ตรัสว่า
[38.29] “คัมภีร์ (อัลกุรอาน) เราได้ประทานลงมาให้ แก่เจ้าซึ่งมีความจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้พินิจพิจารณาอายาต ต่าง ๆของอัลกุรอานและเพื่อปวงผู้มีสติปัญญาจะได้ใคร่ครวญ”
มีรายงานที่บันทึกโดยท่านอิบนุคุซัยมะหฺและอะห์มัด ว่าท่านนบีเคยอ่านอายะห์เดียวในการละหมาดกิยามุลลัยจน กระทั่งรุ่งเช้า นั่นคืออายะหฺ
[5.118] “หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาแท้จริงพวก เขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้ แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ท่านคือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ”
ท่านอิบนุญะรีรอัฏฏอบะรียฺได้เคยกล่าวว่า “ฉันแปลกใจ กับคนที่อ่านอัลกุรอานแล้วไม่รู้ความหมายอายะหฺที่อ่านเขาจะได้รับความสุขจากการอ่านได้อย่างไร?”
5. อ่านอัลกุรอานทีละอายะห์ ท่านหญิงอุมมุซะละมะหฺ ได้รายงานว่า ท่านนบีได้อ่านซูเราะห์ฟาติฮะหฺทีละอายะหฺ คือ อ่านหนึ่งอายะหฺแล้วหยุด แล้วต่อด้วยอายะหฺถัดไป บันทึกโดยอบูดาวูด เชคอัลบานียฺให้ทัศนะว่าเป็นฮาดีศเศาะเฮียะหฺ
6. อ่านกุรอานช้าๆเป็นจังหวะชัดถ้อยชัดคำและอ่าน ด้วยทำนองจังหวะที่ไพเราะเพราะนั่นเป็นการเพิ่มโอกาศ ในการมีความคุชัวอฺมากกว่าการอ่านที่รวดเร็วรีบเร่งไม่เป็น จังหวะ
อัลลอฮฺตรัสว่า [73.4] “และจงอ่านอัลกุรอานช้า ๆ เป็นจังหวะ” (ชัดถ้อยชัดคำ)
มีรายงานว่า “การอ่านอัลกุรอาน ของท่านนบีนั้นจะชัดเจนใน(การออกเสียง)พยัญชนะทีละตัวๆ” บันทึกโดยอะห์มัด ท่านหญิงฮัฟเซาะหฺบินติอุมัรบินอัลค็อฏฏ อบ(รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา)ได้รายงานว่า “ท่านนบีเคยได้อ่านอัล กุรอานในละหมาดของท่านซึ่งท่านนบีได้อ่านซูเราะห์หนึ่งอย่าง ช้าๆเป็นจังหวะชัดถ้อยชัดคำจนกระทั่งซูเราะห์นี้ยาวกว่าซูเราะ ห์อื่นที่ยาวกว่า(ในกรณีที่อ่านปกติ)” บันทึกโดย มุสลิม
คุตบะห์ที่ 2

พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย นอกจากวิธีการข้างต้นแล้ว ยังมี อีกหลายประการที่จะช่วยให้เราได้ละหมาดด้วยความคุชัวอฺ ดัง ต่อไปนี้
7. ตระหนักว่าอัลลอฮฺทรงเฝ้ามองดูอยู่ และทรงตอบรับ การวิงวอนและดุอาอฺของผู้ละหมาด “อัลอิฮซาน(การปฏิบัติ ความดีอย่างดี)คือการที่เจ้าศักการะอัลลอฮฺเสมือนว่าเจ้ากำลัง เห็นพระองค์ และถึงแม้เจ้าจะไม่เห็นพระองค์แต่(จงตระหนัก ว่า)พระองค์ทรงเห็นเจ้า” บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม มี รายงานจากท่านนบีได้กล่าวว่า “เมื่อบ่าวคนหนึ่งได้ยืนทำการ ละหมาด นั่นคือกำลังเข้าเฝ้าพระเจ้าของเขา ฉะนั้นแล้วเขา พึงตระหนักว่าเขาจะเข้าเฝ้าพระเจ้าของเขาอย่างไร” ฮาดีสบันทึกโดยอัลฮากิม ท่านอัลบานียฺให้ทัศนะว่าเศาะเฮียะหฺ
8. การเพ่งมองไปยังจุดซุญูด ท่านหญิงอาอิชะหฺ รอฏิยัลลอฮุอันฮาได้รายงานว่า “เมื่อท่านนบีละหมาด ท่าน จะน้อมหรือก้มศรีษะลงและสายตาของท่านจะมองยังพื้น” บันทึกโดยอัลฮากิม เชคอัลบานียฺบอกว่าเป็นฮาดีสเศาะเฮียะหฺ ส่วนเวลานั่งตะชะฮุด(อ่านตะฮียาต)ท่านนบีจะมองไปยังนิ้วของ ท่านที่กำลังชี้ดังมีรายงานฮาดีส “ท่านนบีเมื่อนั่งอ่านตะชะฮุด ท่านจะชี้นิ้วที่ถัดจากนิ้วหัวแม่มือ(นั่นคือนิ้วชี้)ไปยังกิบลัตและ สายตาของท่านจะไม่ละจากนิ้วนั้น” บันทึกโดยอะหฺมัด อบู ดาวูด และอิบนุคุซัยมะห
9. ละหมาดด้วยการอ่านอายะหฺ ซูเราะหฺ ซิกีรและดุอาอฺ ที่หลากหลาย เพราะจะทำให้ผู้ละหมาดเกิดมีความสำนึกและ รู้สึกได้ถึงความหมายของอายะหฺต่างๆเช่น เกี่ยวกับนรก เกี่ยว กับความสุขในสวรรค์ เกี่ยวกับบทลงโทษและการถูกทรมานใน วันกิยามะหฺ เกี่ยวกับความตาย และการทดสอบต่างๆ อันจะ เป็นการเพิ่มความคุชัวอฺในการละหมาด ซึ่งความหลากหลายใน อายะหฺ ซูเราะหฺ ซิกิรและดุอาอฺนี้เป็นซุนนะหฺที่ท่านนบีได้ปฏิบัติ
10. เมื่อผู้ละหมาดอ่านอายะหฺที่มีการซุญูดติลาวะหฺ ก็ให้ทำการซุญูดเพราะเป็นซุนนะหฺที่ท่านนบีได้ปฏิบัติเป็นสิ่งที่ จะช่วยเพิ่มเติมความคุชัวอฺในการละหมาด
11. การขอดุอาอฺให้ห่างไกลจากชัยฏอน ท่านอะบิล อาศ-รอฏิยัลลอฮุอันฮู- ได้ถามท่านนบีว่า “โอ้ท่านนบี แท้จริง ชัยฏอนได้มาขัดขวางฉันในการละหมาดและการอ่านของ ฉันอ่าน อัลกุรอานในขณะละหมาด) และได้ทำให้ฉันสับสน” ท่านนบีได้แนะนำว่า “นั่นคือชัยฏอนที่ชื่อค็อนซับ) เมื่อเจ้ารู้สึกถึงมัน เจ้าจงขออัลลอฮฺให้ห่างไกลจากมัน (เช่นกล่าวว่า "อะอูซุบิ้ลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม") และจงเป่า(หรือพ่น เบา)ทางด้านซ้ายของเจ้าสามครั้ง” บันทึกโดยมุสลิม ท่านนบี ยังได้กล่าวอีกว่า “บางครั้งเมื่อคนหนึ่งคนใดละหมาดชัยฏอน จะมายังเขาและสร้างความสับสนให้แก่เขา (นั่นคือเข้ามาร บกวนและทำให้สงสัยในการละหมาด) จนกระทั่งเขาไม่รู้ว่า ได้ละหมาดไปกี่ร็อกอัตแล้ว ดังนั้นหากเขาได้ประสบเรื่องนี้ เขาจงซุญูด(เรียกว่าซุญูดซะหฺวียฺ)สองครั้งตอนขณะนั่ง(ตะชะฮุด)” บันทึกโดยบุคอรียฺ
พี่น้องผู้ศรัทธาที่หวังในผลบุญแห่งการละหมาดทุกท่าน
ถึงแม้ว่าอาจจะยากลำบากที่จะละหมาดด้วยความ คุชัวอฺตลอดเวลาในการละหมาดของเรา แต่เราไม่ควรย่อท้อ หรือปล่อยปละละเลย แต่ควรพยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะทำให้การละหมาดของเรามีความคุชัวอฺและอย่าลืมโดย เด็ดขาดที่จะขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺทรงประทานความคุชัวอฺอัน เปรียบเสมือนริสกีที่มีคุณค่ามหาศาลที่จะทำให้เราปลอดภัย และประสบความสำเร็จในโลกอาคิเราะห์ ดังที่พระองค์กล่าวว่า
“แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว (นั่น คือ) บรรดาผู้ที่มีความคุชัวอฺ(หรือผู้นอบน้อมถ่อมตน)ในเวลา ละหมาดของพวกเขา” ซูเราะห์อัลมุอฺมินูน อายะห์1-2สมะดี
หนังสือพิมพ์ไทยแลนด์นิวส์ดารุสสลาม
ถอดความจากคุตบะฮฺ : เชคริฎอ อะหมัด














